การเลือกเรียน LLM ในอังกฤษ ไม่ได้มีเพียงเรื่องของชื่อเสียงมหาวิทยาลัย แต่ควรพิจารณาทั้ง สาขากฎหมายที่สนใจ เป้าหมายการทำงาน รูปแบบการเรียน และเส้นทางวิชาชีพหลังเรียนจบ โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนไทยที่อาจต้องวางแผนเรื่องเนติบัณฑิตและใบอนุญาตว่าความควบคู่กันไป
บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 มหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ พร้อมคำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนว่า ควรเรียน LLM เมื่อไหร่ สอบเนติก่อนหรือหลัง และตั๋วทนายจำเป็นหรือไม่
LLM หรือ Master of Laws เป็นหลักสูตรระดับปริญญาโทด้านกฎหมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ต่อยอดความรู้ทางกฎหมายในสาขาที่สนใจ เช่น Commercial Law, International Law, Corporate Law, Intellectual Property, Human Rights หรือ Technology Law
สำหรับนักศึกษากฎหมายไทย LLM ในอังกฤษจึงสามารถใช้เป็นโอกาสในการเพิ่มความเชี่ยวชาญ เปิดมุมมองด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษทางกฎหมายได้
อย่างไรก็ตาม LLM เป็น วุฒิการศึกษา ไม่ใช่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ดังนั้นผู้ที่ต้องการทำงานด้านกฎหมายในไทยควรวางแผนเรื่องคุณสมบัติทางวิชาชีพแยกต่างหาก
เส้นทางอาชีพหลังเรียน LLM ขึ้นอยู่กับสาขาที่เลือกและประสบการณ์เดิม โดยสามารถต่อยอดไปสู่งาน เช่น
ดังนั้นก่อนเลือกมหาวิทยาลัย ควรถามตัวเองก่อนว่า LLM นี้ต้องการใช้เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในสายงานเดิม หรือเพื่อเปิด Career Path ใหม่
ไม่มีมหาวิทยาลัยเดียวที่เหมาะกับทุกคน การเลือก LLM ควรเริ่มจาก สาขากฎหมายที่ต้องการเรียนและ Career Goal มากกว่าการเลือกจาก Ranking เพียงอย่างเดียว
หากต้องการหลักสูตรที่มีสาขาให้เลือกหลากหลายและเชื่อมโยงกับ Legal Industry ใน London, Queen Mary University of London เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
หากให้ความสำคัญกับ Research และ Academic Excellence สามารถพิจารณา University of Bristol หรือ Durham University
หากสนใจแนวคิดกฎหมายในมิติที่เชื่อมโยงกับสังคมและต้องการการเรียนแบบ Critical Approach, University of Kent เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ
ส่วนผู้ที่สนใจ Human Rights และ International Law สามารถพิจารณา University of Essex
Queen Mary University of London เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเรียน LLM ใน London และต้องการมีโอกาสสัมผัสกับสภาพแวดล้อมของ Legal Industry
Queen Mary School of Law มี LLM มากกว่า 20 specialist programmes และมี postgraduate law modules จำนวนมาก ครอบคลุมตั้งแต่ Commercial and Corporate Law, Banking and Finance Law, Intellectual Property, International Business Law ไปจนถึง Technology, Media and Communications Law และ Human Rights Law
การเรียน LLM ของ Queen Mary University of London มีฐานอยู่ที่ Lincoln’s Inn Fields ซึ่งอยู่ใกล้ Royal Courts of Justice และรายล้อมด้วย law firms และ barristers’ chambers
นอกจากนี้ Queen Mary School of Law ยังมี guest lectures และกิจกรรมจาก law firms และผู้เชี่ยวชาญในวงการกฎหมาย รวมถึงมี legal clinic และ industry links ที่ช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนา CV และ Professional Network
Queen Mary University of London เหมาะกับผู้ที่ต้องการ
Specialisation + Legal Industry Exposure + Professional Network
โดยเฉพาะผู้ที่สนใจ Commercial Law, International Business, Finance, IP หรือ Technology Law
University of Bristol เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับ Academic Quality และ Legal Research
University of Bristol Law School ระบุว่าได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับ 3 ใน UK ด้าน Legal Research Excellence จาก REF 2021 โดย 93% ของงานวิจัยได้รับการประเมินว่าอยู่ในระดับ World-leading หรือ Internationally Excellent
นอกจากนี้ University of Bristol Law School ยังมีความโดดเด่นด้าน Pro Bono โดยนักศึกษาจะได้รับประสบการณ์กฎหมายจากสถานการณ์จริง โดยมี Bristol Law Clinic เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำความรู้ด้านกฎหมายไปใช้กับกรณีจริง พร้อมให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และทำงานร่วมกับองค์กรชุมชนและหน่วยงานต่างๆ โดยในปี 2024 ได้รับรางวัล LawWorks and Attorney General Student Pro Bono Award – Best Contribution by a Law School ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพและผลกระทบของงาน Pro Bono ของ University of Bristol Law School
หลักสูตร LLM ของ University of Bristol ใช้การเรียนผ่าน lectures, seminars, skills workshops และ independent learning พร้อมการเรียนรู้กับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังมี LLM หลายสาขา เช่น General Legal Studies และ Law, Innovation and Technology ทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกทิศทางให้เหมาะกับความสนใจของตัวเองได้
University of Bristol เหมาะกับผู้ที่ต้องการ
Research Excellence + Academic Learning + Legal Specialisation
และต้องการพัฒนาทักษะการวิเคราะห์กฎหมายเชิงลึก
Durham Law School เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับ ชื่อเสียงของ Law School และการเรียนกฎหมายในสภาพแวดล้อมทางวิชาการที่เข้มข้น
ปัจจุบัน Durham Law School มีหลักสูตร LLM หลายรูปแบบ เช่น Master of Laws, Corporate Law, International Trade and Commercial Law, Intellectual Property Law, International Environmental Law, International Law and Governance และ International Dispute Resolution
Durham University ระบุว่าหลักสูตรใช้ research-led curriculum และให้ความสำคัญกับการเรียนผ่าน seminars และ tutorials ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพัฒนาการคิดวิเคราะห์ทางกฎหมาย
Durham Law School ให้ความสำคัญกับการนำความรู้ด้านกฎหมายไปใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม ผ่าน Durham University Pro Bono Society (DUPBS) ซึ่งเป็นศูนย์รวมโครงการ Pro Bono ของนักศึกษา นักศึกษามีโอกาสเข้าร่วม Pro Bono Clinic และทำงานร่วมกับองค์กรและหน่วยงานด้านกฎหมายด้วย
อีกจุดที่แตกต่างคือระบบ Collegiate System ของ Durham University นักศึกษากฎหมายจะเป็นสมาชิกของ College และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมและ societies ต่าง ๆ รวมถึง Law Society, Bar Society, Mooting Society และ International Law Society
Durham University เหมาะกับผู้ที่ต้องการ
Academic Excellence + Research-led Learning + Strong Legal Community
โดยเฉพาะผู้ที่สนใจต่อยอดด้าน Corporate, Commercial, International Law หรือ Legal Research
University of Kent มีจุดเด่นที่แตกต่างจากหลายมหาวิทยาลัย เพราะ Kent Law School ใช้ Critical Approach ในการศึกษากฎหมาย โดยไม่ได้มองเฉพาะว่ากฎหมายทำงานอย่างไร แต่ยังพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับสังคม อำนาจ และประเด็นร่วมสมัย
การเรียน LLM ที่ Kent Law School สามารถเลือกเรียนเป็น General LLM หรือเลือก Specialised Pathway เช่น
ทำให้สามารถออกแบบการเรียนให้สอดคล้องกับความสนใจและ Career Goal ได้
University of Kent เหมาะกับผู้ที่ต้องการ
Critical Thinking + Interdisciplinary Learning + Legal Specialisation
โดยเฉพาะผู้ที่สนใจ Human Rights, International Law, Environmental Law หรือกฎหมายที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคม
University of Essex เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับผู้ที่สนใจ Human Rights และ International Law
University of Essex มี Human Rights Centre ซึ่งทำงานด้าน Human Rights มานานกว่า 40 ปี และมีการเชื่อมโยงการเรียน การวิจัย และการทำงานเชิงปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนเข้าด้วยกัน
LLM International Human Rights Law ของ Essex Law School เปิดโอกาสให้ศึกษาการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในระดับ International, Regional และ National Legal Systems
นอกจากนี้ Human Rights Centre Clinic ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับ postgraduate ที่เข้าเกณฑ์ได้ทำงานเป็นทีมเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนจริง โดยมีโครงการที่ทำงานร่วมกับ NGOs และ International Organisations เช่น Amnesty International และ United Nations
University of Essex เหมาะกับผู้ที่ต้องการ
Human Rights + International Law + Practical Experience
โดยเฉพาะผู้ที่สนใจทำงานกับ International Organisations, NGOs, Government หรือสายกฎหมายระหว่างประเทศ
คำตอบขึ้นอยู่กับ Career Goal มากกว่าลำดับที่ตายตัว
หากเป้าหมายหลักคือ ทำงานด้านกฎหมายในประเทศไทยและต้องการต่อยอดสายวิชาชีพไทย การสอบเนติบัณฑิตก่อนแล้วจึงไปเรียน LLM เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถจัดการวุฒิและเส้นทางวิชาชีพไทยให้ชัดเจนก่อน แล้วใช้ LLM เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในสาขาที่สนใจ
แต่หากเป้าหมายคือ ต้องการเรียนต่อทันทีเพื่อเพิ่มความรู้ เปิดมุมมองด้านกฎหมายต่างประเทศ หรือวางแผนทำงานในสาย International / Corporate / Compliance การไปเรียน LLM ก่อนก็สามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอสอบเนติบัณฑิตก่อน
สิ่งสำคัญคือ LLM จากอังกฤษไม่ได้แทนการสอบเนติบัณฑิตไทย ดังนั้นหากต้องการกลับมาประกอบวิชาชีพในไทย ควรวางแผนคุณสมบัติทางวิชาชีพควบคู่กัน
หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบเนติบัณฑิตในบทความนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นและประกอบการตัดสินใจวางแผนเรียนต่อ LLM เท่านั้น หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ ขั้นตอน และเงื่อนไขต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้สนใจควรตรวจสอบข้อมูลและข้อกำหนดล่าสุดจาก เนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยตรงก่อนดำเนินการ
ถ้าเป้าหมายคือสายกฎหมายไทย → เนติฯ ก่อน แล้วค่อย LLM ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะ
ถ้าเป้าหมายคือ Specialisation / International Law → LLM ก่อนก็ได้
ดังนั้นควรวางแผนจาก อาชีพที่ต้องการในระยะยาว มากกว่าถามว่า “ต้องเรียนอะไรก่อนเสมอ”
ไม่จำเป็นสำหรับการสมัครเรียน LLM โดยตัวมันเอง
ตั๋วทนาย หรือ ใบอนุญาตว่าความ เป็นเรื่องของ คุณสมบัติในการประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทย ไม่ใช่เงื่อนไขของการมีวุฒิ LLM
สภาทนายความมีระบบการฝึกอบรมวิชาว่าความและการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่เส้นทางการเป็นทนายความ
ดังนั้น หากเป้าหมายคือ เรียน LLM เพื่อเพิ่มความรู้หรือความเชี่ยวชาญ ไม่จำเป็นต้องมีตั๋วทนายก่อน
แต่หากเป้าหมายคือ ประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทย ต้องวางแผนเรื่องใบอนุญาตทนายความตามหลักเกณฑ์ของสภาทนายความ
LLM ≠ เนติบัณฑิต ≠ ตั๋วทนาย
ทั้ง 3 อย่างมีบทบาทแตกต่างกัน
ดังนั้นควรเลือกเส้นทางให้ตรงกับ Career Goal ตั้งแต่ต้น
หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับใบอนุญาตว่าความในบทความนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นและประกอบการตัดสินใจวางแผนเรียนต่อ LLM เท่านั้น หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ ขั้นตอน และเงื่อนไขต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้สนใจควรตรวจสอบข้อมูลและข้อกำหนดล่าสุดจาก สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยตรงก่อนดำเนินการ
ก่อนเลือกมหาวิทยาลัย ควรพิจารณา 4 เรื่องหลัก
ต้องการเรียน Commercial, Corporate, IP, International Law, Human Rights หรือ Technology Law?
เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยมี Specialisation แตกต่างกัน
ต้องการกลับมาทำงานในไทย ทำงานกับ Law Firm, In-house, International Organisation, NGO หรือไปต่อด้าน Academic / Research?
เป้าหมายเหล่านี้อาจนำไปสู่มหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่แตกต่างกัน
บางคนต้องการ Research และ Academic Environment ขณะที่บางคนต้องการ Networking, Legal Industry Exposure หรือ Practical Experience
หากต้องการกลับมาประกอบวิชาชีพในประเทศไทย ควรวางแผนเรื่อง เนติบัณฑิตและใบอนุญาตทนายความ ตั้งแต่ก่อนเลือกช่วงเวลาที่จะไปเรียน LLM
เกณฑ์แตกต่างกันตามมหาวิทยาลัยและหลักสูตร ตัวอย่างเช่น Queen Mary University of London ระบุว่า LLM หลายหลักสูตรรับผู้ที่มีปริญญาด้าน Law หรือมีเนื้อหากฎหมายในระดับที่กำหนด ขณะที่บางกรณีอาจพิจารณาผู้สมัครที่มีประสบการณ์หรือคุณวุฒิอื่นตามเงื่อนไขของหลักสูตร
ดังนั้นควรตรวจสอบ Entry Requirements ของหลักสูตรที่ต้องการสมัครโดยตรง
ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ LLM เป็นวุฒิการศึกษา และการประกอบวิชาชีพกฎหมายในอังกฤษมีเส้นทางและคุณสมบัติทางวิชาชีพของตนเอง
ดังนั้นหากเป้าหมายคือทำงานเป็น Lawyer ใน UK ต้องวางแผนเส้นทาง Professional Qualification แยกจากการเลือก LLM
ไม่จำเป็นต้องเป็นเงื่อนไขของการเรียน LLM แต่หากตั้งใจกลับมาทำงานสายกฎหมายไทย การสอบเนติบัณฑิตก่อนหรือหลังควรพิจารณาตาม Career Goal และแผนเวลาของแต่ละคน
ไม่จำเป็นสำหรับการเรียน LLM แต่หากต้องการประกอบวิชาชีพทนายความในประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามคุณสมบัติและขั้นตอนของสภาทนายความ
การเลือกเรียน LLM ในอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า “มหาวิทยาลัยไหนดีที่สุด?” แต่ควรเริ่มจาก
“ฉันต้องการเชี่ยวชาญกฎหมายด้านไหน และต้องการนำ LLM ไปต่อยอดสู่อาชีพอะไร?”
ทั้ง 5 มหาวิทยาลัยมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน
Queen Mary University of London : Specialisation และ Legal Industry Exposure
University of Bristol : Research Excellence และ Academic Learning
Durham University : Academic Excellence และ Research-led Learning
University of Kent : Critical Thinking และ Interdisciplinary Legal Studies
University of Essex : Human Rights, International Law และ Practical Experience
สำหรับนักเรียนไทย นอกจากเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว ควรวางแผน LLM + เนติบัณฑิต + ตั๋วทนาย ให้สอดคล้องกับเส้นทางอาชีพที่ต้องการ เพราะแต่ละอย่างมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
ข้อมูลหลักสูตร Entry Requirements และกฎเกณฑ์วิชาชีพสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปีการศึกษาและข้อกำหนดของแต่ละหน่วยงาน จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนสมัคร
หมายเหตุ: ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบเนติบัณฑิตและการขอรับใบอนุญาตว่าความในบทความนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นและประกอบการตัดสินใจวางแผนเรียนต่อ LLM เท่านั้น หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ ขั้นตอน และเงื่อนไขต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลง ผู้สนใจควรตรวจสอบข้อมูลและข้อกำหนดล่าสุดจาก เนติบัณฑิตยสภา ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยตรงก่อนดำเนินการ
หากยังไม่แน่ใจว่า ควรเลือก LLM สาขาไหน มหาวิทยาลัยใดเหมาะกับ Career Goal หรือควรวางแผนเรียน LLM ก่อนหรือหลังเนติบัณฑิต WIN Education สามารถช่วยให้ข้อมูลของแต่ละมหาวิทยาลัย เปรียบเทียบหลักสูตรและ Entry Requirements พร้อมช่วยวางแผนการสมัครให้เหมาะกับเป้าหมายของคุณ
Bangkok
Chiang Mai
Khon Kaen
Ubon Ratchathani